น้ำคือชีวิต  
    
".....หลักสำคัญว่า ต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้  น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น
ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้ามีน้ำคนอยู่ไม่ได้....."

                      (กระแสพระราชดำรัส พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน)

บทนำ | ทรัพยากรน้ำ | ปริมาณน้ำของโลก | การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบผสมผสาน IWRM 

บทนำ

"การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทย" เริ่มมีความชัดเจนขึ้นเมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบนโยบายน้ำแห่งชาติเป็นครั้งแรก
เมื่อวันที่ 31ตุลาคม 2543 วัตถุประสงค์สำคัญที่กำหนดไว้ในนโยบายน้ำแห่งชาติคือการให้มีระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบผสมผสานและเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยจัดให้มีองค์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำและในระดับท้องถิ่นที่มีกฎหมายรองรับตลอดจนการมีส่วนรับผิดชอบการอนุรักษ์แหล่งน้ำและการตรวจสอบดูแลคุณภาพ เป็นธรรม และยั่งยืน
 
                เอกสารนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ    ปัญหาทรัพยากรน้ำของประเทศไทย  หลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ดี นโยบายน้ำแห่งชาติหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบผสมผสาน  และแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทย ให้แก่ผู้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระดับลุ่มน้ำ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง   ตลอดจนผู้ที่สนใจ

 วิสัยทัศน์และนโยบายน้ำของประเทศไทย

 
                   องค์กร GWP (Golbal Water Partmership) ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายอิสระระดับโลก  ได้จัดตั้งคณะกรรมการ
แนะนำด้านวิชาการแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ให้การ
สนับสนุนสำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทช.)  ในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์
และนโยบายน้ำของประเทศ สำเร็จในช่วงระยะปี 2542-2543

                (Website ของ GWP : http://www.gwpforum.org/)

 วิสัยทัศน์น้ำแห่งชาติ
   
                 ภายในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยจะมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพ   โดยมีระบบ
การบริหารจัดการ  องค์กรระบบกฎหมายในการใช้ทรัพยากรน้ำที่เป็นธรรม     ยั่งยืนโดยคำนึงถึง
คุณภาพชีวิตและการมีส่วนร่วมในทุกระดับ

นโยบายน้ำแห่งชาติ 

            1. เร่งรัดให้มีพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำเป็นกฎหมายหลักในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศโดยทบทวน
และปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติที่มีอยู่และเร่งดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้สามารถนำไปสู่การมีผลบังคับใช้รวมทั่งจะต้องพิจารณา
ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้อง
            2. จัดให้มีองค์การเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทั้งในระดับชาติ ในระดับลุ่มน้ำและระดับท้องถิ่นที่มีกฎหมายรองรับ โดยให้องค์กรระดับชาตอมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย กำกับและประสานให้เกิดการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำ โดยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วม
   
             3. เน้นการจัดสรรน้ำที่เหมาะสม และเป็นธรรมสำหรับการใช้น้ำด้านต่าง ๆ ทั้งเพื่อตอบสนองตามความจำเป็นพื้นฐานด้านเกษตรกรรมและอุปโภคบริโภค โดยจัดลำดับความสำคัญของประเภทการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้มีการ   ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ภายใต้กติกาการจัดสรรน้ำที่ชัดเจน    สามารถในการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการ และระดับการให้บริการ
            4. กำหนดทิศทางที่ชัดเจนในการจัดหาน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อจัดหาน้ำต้นทุนที่สอดคล้องกับศักยภาพและ
ความต้องการ มีคุณภาพเหมาะสม  สำหรับทุกกิจกรรมโดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ
            5. จัดหาและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมเพื่อตอบสนองความต้องการ
ขั้นพื้นฐานในการทำการเกษตรและอุปโภคบริโภคเช่นเดียวกับการให้บริการขั้นพื้นฐานของรัฐด้านอื่น ๆ
   
             6. พัฒนาและบรรจุความรู้เรื่องน้ำในหลักสูตรของทุกระดับการศึกษา เพื่อปลูกฝังสร้างจิตสำนึกให้ประชาชน
ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ เข้าใจความสำคัญ   ของการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพความจำเป็นและหน้าที่ในการ
ดูแลรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม
   
         7. สนับสนุนและส่งเสริมการมีส่วนร่วม พร้อมทั้งกำหนดรูปแบบการมีส่วนร่วมสิทธิและหน้าที่อย่างชัดเจนของประชาชน  องค์กรเอกชน และหน่วยงานของรัฐ  ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างชัดเจน  ทั้งการใช้น้ำ  การดูแลรับผิดชอบ  การอนุรักษ์แหล่งน้ำ  และการตรวจสอบดูแลคุณภาพน้ำ  เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
   
         8. เร่งรัดให้มีการวางแผนการบรรเทา  และแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง  ทั้งการเตือนภัย การกำหนดแนวทาง
การบรรเทาภัยและการฟื้นฟูบูรณะภายหลังการเกิดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม โดยคำนึงถึงการใช้ที่ดินและ
ทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้อง
   
         9.สนับสนุนงบประมาณสำหรับแผนปฏิบัติตามนโยบาย  รวมทั้งการวิจัย  การประชาสัมพันธ์  การรวบรวมข้อมูล  ข่าวสาร และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกี่ยวกับเรื่องน้ำต่อสาธารณชนอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง


 
ทรัพยากรน้ำ
น้ำ   เป็นทรัพยากรที่ไม่สูญหาย  การหมุนเวียนของน้ำในโลกจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่จบสิ้นเป็น วัฏจักรของน้ำ  มหาสมุทรและทะเล  เป็นแหล่งสำคัญของวัฏจักรน้ำโลก
น้ำ   น้ำมีบทบาทสำคัญในการรักษาอุณหภูมิของโลกให้พอเหมาะ  และเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย


 

ปริมาณน้ำของโลก
            โลกของเรามีพื้นผิวน้ำถึงร้อยละ 70 ที่เหลือร้อยละ 30 เป็นผิวดิน  ปริมาณน้ำทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก  ทั้งในสภาพ "น้ำ-น้ำแข็ง-ไอน้ำ" มีปริมาณ 1,385 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร (ลูกบาศก์กิโลเมตร มีความจุเท่ากับ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 1,000,000 ล้านลิตร)
            ส่วนใหญ่เป็นน้ำเค็มในทะเล และมหาสมุทร เท่ากับ 1,348 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร  หรือร้อยละ 97.3 เป็นน้ำจืด ซึ่งรวมถึงไอน้ำในบรรยากาศและน้ำแข็งที่ขั้วโลกเพียง 37 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร  หรือร้อยละ 2.7 เท่านั้น
            ปริมาณน้ำจืดที่มีอยู่ในโลก  ประกอบด้วย
            - น้ำแข็งขั้วโลก    ร้อยละ 76.5
            - น้ำใต้ดิน หรือน้ำบาดาล    ร้อยละ 22.9
            - น้ำในทะเลสาบ แม่น้ำ ลำคลอง และไอน้ำในอากาศ    ร้อยละ 0.6

น้ำจืดเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน
                                                                    องค์การสหประชาชาติ  รายงานว่าในช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ.2583 ถึง 2533  ประชากรโลกเพิ่มจาก 2.3 พันล้านคน เป็น 5.3 พันล้านคน  หรือเพิ่มขึ้น 1.3 เท่า  แต่อัตราการใช้น้ำต่อคนเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า  ด้วยเหตุนี้ น้ำจืดจึงเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน          (ข้อมูล : Global Water Partnership - GWP)




การใช้น้ำจืดของประเทศไทยเริ่มมีปัญหาการขาดแคลน
            การเพิ่มขึ้นของประชากร  การเพิ่มขึ้นที่เกษตรกรรม  การขยายตัวภาคอุตสาหกรรม ทำให้ความต้องการน้ำจืด
เพิ่มสูงขึ้นมากจนไม่เพียงพอกับปริมาณน้ำจืดต้นทุนที่มีอยู่  ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค จึงมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้น

ปริมาณน้ำฝนในประเทศไทย
                    ประเทศไทย ฤดูฝนจะเริ่มกลางเดือนพฤษภาคม และสิ้นสุดกลางเดือนตุลาคมแต่สำหรับภาคใต้ฤดูฝน
จะยาวนานกว่าภาคอื่น ๆ อาจนานถึงเดือนธันวาคมของทุกปี
ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั่วประเทศไทยมีประมาณ 1,700 มิลลิเมตรต่อปี

ฝั่งตะวันออก 1,1761 มิลลิเมตรต่อปี
ฝั่งตะวันตก 2,733 มิลลิเมตรต่อปี

(ข้อมูล : กรมอุตุนิยมวิทยา)

                    จะเห็นว่าภาคกลางมีปริมาณน้ำฝนรายปีน้อยกว่าภาคอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการใช้น้ำในด้านการเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและน้ำกินน้ำใช้สำหรับชุมชนหนาแน่นเป็น
จำนวนมากที่สุด แต่มีฝนตกเฉลี่ย 115 วันต่อปี มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,200 มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งมีค่าค่อนข้างน้อย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อตอบสนองความต้องการในด้านต่างๆควบคู่ไปกับมาตรฐานการ
ประหยัดการใช้น้ำเพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำ

น้ำผิวดินในประเทศไทย
ปริมาณน้ำของประเทศ

น้ำบาดาล
   
                     ปริมาณน้ำฝนที่ไหลซึมลงสู่แหล่งน้ำบาดาลทั่วประเทศ มีประมาณ 38,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 4.5 ของปริมาณฝนที่ตกทั้งประเทศ   ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยมีแหล่งน้ำบาดาลอันอุดมสมบูรณ์
                    ปัจจุบันได้มีการนำน้ำบาดาลซึ่งเป็นน้ำสะอาดที่ควรแก่การใช้อุปโภคบริโภค มาใช้ทำเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากเป็นการใช้ผิดวิธีทำให้ปริมาณน้ำบาดาลซึ่งมีค่า และกว่าจะสะสมเป็นเวลานับพันปีลดลง ไม่สามารถทดแทนได้ทัน มีปัญหาแผ่นดินทรุด และน้ำเค็มแทรก  จึงควรอนุรักษ์น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำสะอาดสำรองไว้ในกรณีที่จำเป็นสำหรับอุปโภคบริโภค

ปัญหาทรัพยากรน้ำของประเทศไทย
   
                    ประเทศไทยมีปัญหาทรัพยากรน้ำที่สำคัญ คือปัญหาทรัพยากรน้ำมีจำกัดและปัญหาการขาดแคลนน้ำมีแนวโน้มที่รุนแรงขึ้น บางปีที่เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงนานทีเรียกว่าปัญหาภัยแล้ง ทำให้พื้นที่การเกษตรกรรมเสียหาย ประชาชนขาดน้ำดื่ม น้ำใช้เป็นปัญหาวิกฤติที่นับวันจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้าม ชุมชนหรือเมืองที่ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ในบริเวณที่ลุ่มเช่น กรุงเทพมหานคร หรือชุมชนที่อยู่บริเวณต้นน้ำ ลำธารจะประสบปัญหาน้ำท่วมเกิดความเสียหายและเดือดร้อนเป็นประจำ

ปัญหาน้ำเสีย เกิดจากน้ำจากการขับถ่ายและชำระล้างในครัวเรือน น้ำใช้ในการเกษตร ซึ่งมีสารกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยปะปน น้ำปฏิกูลจากการเลี้ยงสัตว์ น้ำเสียจากอุตสาหกรรม และการทิ้งขยะลงแม่น้ำ ลำคลอง

แนวทางการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำของประเทศไทย คือ จะต้องมีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มี ประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืน

               

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบผสมผสาร IWRM
อะไร ??? 

ที่ทำให้น้ำมีความพิเศษจนต้องมีการบริหารจัดการ

   
                 ทุกชีวิตและทุกภาคการผลิตทางเศรษฐกิจล้วนต้องพึ่งพาน้ำ เราทั้งหลายต่างก็อาศัยอยู่ในและอยู่กับวัฏจักรอุทกวิทยา ซึ่งน้ำจะมีมาเพิ่มเติม-ใช้ไป-นำกลับมาใช้ใหม่และใช้อีกครั้ง ดังนั้น เราทั้งหลายจึงต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

การพึ่งพาซึ่งกันและกันทำให้ต้องมีการผสมผสาน
การผสมผสานในระบบของธรรมชาติ
        - ระหว่างการใช้ที่ดินและการใช้น้ำ
        - ระหว่างน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน
        - ระหว่างปริมาณและคุณภาพน้ำ
        - ระหว่างต้นน้ำและท้ายน้ำ
        - ระหว่างระบบน้ำจืดและน้ำเค็มชายฝั่งทะเล

การผสมผสานการบริหารจัดการระบบของธรรมชาติในระบบของมนุษย์

ใช้หลักการดับบลินเป็นแนวทาง
   
          หลักการที่ง่ายแต่ทรงพลัง 4 ประการ ได้รับการประกาศที่กรุงดับบลิน เมื่อ พ.ศ. 2535หลักการทั้งสี่ข้อนี้
เป็นพื้นฐานของวาระที่ 21 ของการประชุม ณ กรุงริโอเดอ จาเนโร และการประชุมสหัสวรรษเรื่องวิสัยทัศน์สู่แผนปฏิบัติ
ใน พ.ศ. 2543
   
          หลักการสี่ประการดังกล่าว ได้แก่

  • น้ำจืดเป็นทรัพยากรที่มีค่าและมีจำกัด มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนของชีวิต การพัฒนา และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น น้ำเป็นทรัพยากรหนึ่งที่จะต้องบริหารจัดการแบบพิจารณาภาพรวมของทั้งระบบหรือ “องค์รวม”
  • การพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวทางการเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งผู้ใช้น้ำ ผู้วางแผน และผู้กำหนดนโยบายในทุกระดับ ดังนั้น จะต้องบริหารจัดการน้ำร่วมกับประชาชน และโดยใกล้ชิดกับประชาชน
  • สตรีมีบทบาทเป็นแกนหลักในการจัดหา จัดการ และดูแลรักษาน้ำ ดังนั้น จะต้องให้สตรีเข้ามามีส่วนร่วมในทุกด้าน
  • น้ำมีคุณค่าทางเศรษฐกิจในการใช้ทุกรูปแบบ และควรจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นสินค้าเศรษฐกิจ ดังนั้น หลังจากที่จัดหาน้ำให้ประชาชนตามความต้องการการพื้นฐานแล้วจะต้องจัดสรรน้ำให้แก่ภาคการใช้ที่จะเกิดประโยชน์สูงสุด และเปลี่ยนไปสู่การคิดค่าบริการเพื่อสนับสนุนการใช้ที่สมเหตุสมผล และนำไปสู่การคิดค่าคืนทุนในที่สุด

    การบริหารจัดการน้ำที่ไม่ดีจะส่งผลร้ายต่อคนยากจนมากที่สุด ดังนั้น หลักการดับบลินจึงมีเป้าหมายที่จะให้เกิดการบริหารจัดการที่ดีโดยเน้นเรื่องความยากจน


การมุ่งไปสู่ทางเลือกใหม่

จากการบริหารจัดการแบบแยกแต่ละภาคการใช้ เป็นการบริหารจัดการในทุกภาคการใช้แบบบูรณาการ

หลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบผสมผสาน (IWRM) จะทำให้เปลี่ยนแนวทางจากการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่เน้นในภาคการใช้ย่อยแต่ละภาค ไปสู่การบริหารจัดการน้ำที่เน้นการเชื่อมโยงภาคการใช้ทุกภาคแบบมหภาค

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบผสมผสาน (IWRM) คือกระบวนการในการส่งเสริมการประสานการพัฒนาและการจัดการน้ำ ที่ดิน และทรัพยากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมอย่างทัดเทียมกัน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศที่สำคัญ

แปลงหลักการดับบลินไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร                                   สภาวะแวดล้อมที่อำนวยเป็นการกำหนดกฎระเบียบบทบาทและหน้าที่ของสถาบัน/องค์กร
เป็นตัวกำหนดผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่จะนำเครื่องมือในการบริหารจัดการไปใช้

อะไรคือ ???
องค์ประกอบของสภาวะแวดล้อมที่อำนวยสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ประการแรก จะต้องมีทัศนคติที่ถูกต้อง คือ รัฐบาลจะเป็นผู้ช่วยสนับสนุนมากกว่าที่จะเป็นผู้จัดการที่สั่งการไปยังเบื้องล่าง โดยรัฐบาลจะต้อง

อะไรคือ ???
บทบาทที่เหมาะสมของสถาบัน/องค์กร

ประการแรก คือ ทุกองค์กรและหน่วยงานในทุกระดับ และระหว่างภาคการใช้น้ำต่างๆ ต้องเข้ามามีส่วนร่วมและพูดคุยหารือระหว่างกัน โดยวิธี

อะไรคือ ???
เครื่องมือในการบริหารจัดการที่นำไปปฏิบัติได้

ผู้บริหารจัดการน้ำ จำเป็นจะต้องมีเครื่องมือที่จะนำไปปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

การประเมินด้านทรัพยากรน้ำ

การติดต่อสื่อสารและข้อมูล

การจัดสรรน้ำและการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง

เครื่องมือในการควบคุมกำกับดูแล (3 ประเภท)

ทั้งนี้ มีหลักการพื้นฐาน 3 ประการ คือ
  • หลักการผู้ใช้จ่าย
  • หลักการผู้ก่อมลพิษจ่าย
  • การอุดหนุนผู้ทำดี และทำโทษผู้ทำไม่ดี

เทคโนโลยี

 


สำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี